นายจักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช ๒๕๔๓
อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เกิดเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๖ ที่กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันอายุ ๖๓ ปีภายหลังจากที่จบการศึกษาทั้งระดับประถม และมัธยมที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยแล้ว ท่านได้เข้าศึกษาต่อที่คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อปี ๒๕๐๓ และสำเร็จการศึกษาได้รับพระราชทานปริญญาศิลปบัณฑิต สาขาจิตรกรรม เมื่อปี ๒๕๑๐
อาจารย์จักรพันธุ์ มีความรักในการวาดรูปมาตั้งแต่วัยเด็กซึ่งท่านก็ได้รับการสนับสนุนเป็นอันดีจากบิดามารดา ที่ต่างก็มีความรักทางด้านศิลปะและการดนตรีด้วยกันทั้ง ๒ ท่าน และขณะที่ศึกษาอยู่ที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยนั้น ท่านก็ได้แสดงความสามารถทางด้านศิลปะจนเป็นที่ชื่นชมของครูบาอาจารย์โดยแนวภาพที่ท่านชอบเขียนตั้งแต่ยุคเริ่มแรกมักจะเป็นภาพตัวละครในวรรณคดีและภาพเหมือนบุคคลโดยใช้ทั้งดินสอสี สีน้ำ และสีน้ำมัน
ครั้งหนึ่งขณะที่ อาจารย์จักรพันธุ์ กำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปในงานพระราชทานประกาศนียบัตรและงานกรีฑาประจำปีของโรงเรียน พระยาภะรตราชา ผู้บังคับการโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยในขณะนั้น ได้นำ อาจารย์จักรพันธุ์ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทูลเกล้าฯถวายพระสาทิสลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ด้วย
จากการที่ได้มองเห็นแววแห่งความสามารถและความตั้งใจจริงของ อาจารย์จักรพันธุ์ บิดาจึงได้พาท่านไปฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ซึ่งท่านศาสตราจารย์ศิลปก็ได้ชี้แนะแนวทางเบื้องต้นในการฝึกฝนวาดเส้นด้วยดินสอ และสอนให้รู้จักสังเกตสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติอันจะช่วยสร้างความเข้าใจในทางศิลปะดียิ่งขึ้น ครั้นจบการศึกษาจากโรงเรียนวชิราวุธแล้ว อาจารย์จักรพันธุ์ ก็สามารถสอบเข้าศึกษาที่คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากรได้สมตามความปรารถนา
ขณะที่ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรนั้น อาจารย์จักรพันธุ์ มีผลการเรียนที่ดีเด่น ทำให้ได้รับทุนเรียนดีทุกปี แนวทางในการสร้างสรรค์งานศิลปะของท่านในระยะนั้น ยังคงเน้นการเขียนภาพเหมือน และภาพจิตรกรรมไทยตามความชอบส่วนตัวอยู่ หากแต่พัฒนาไปตามประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้เพิ่มเติม และด้วยเทคนิคที่หลากหลายขึ้นกว่าเดิม นอกจากนั้นแล้วท่านยังได้ทำงานเขียนภาพแนวอื่นๆ อีกด้วย
เมื่อจบการศึกษาแล้ว อาจารย์จักรพันธุ์ ก็ได้สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมทั้งแบบไทยประเพณีและเหมือนธรรมชาติ ตลอดจนภาพเหมือนบุคคล ออกสู่สายตาของสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลงานทุกชิ้นของท่านล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นอันเกิดจากอัจฉริยภาพและความรักทุ่มเทในงานนั้นๆ อย่างแท้จริง ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงพื้นฐานความรู้ทางด้านศิลปะ วรรณกรรม พุทธศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์อย่างแตกฉาน ทำให้ได้รับการยกย่องและชื่นชมจากบุคคลในวงการศิลปะและประชาชนทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง ภาพเขียนของท่านเป็นสิ่งสุดปรารถนาของบรรดานักสะสมงานจิตรกรรมทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศอย่างกว้างขวาง งานที่สร้างชื่อเสียงให้ท่านเป็นอย่างมากได้แก่ พระบรมสาทิสลักษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีและเจ้านายในพระบรมราชวงศ์จักรีอีกหลายพระองค์ รวมทั้งภาพบุคคลในวงการต่างๆ มากมาย ภาพพุทธประวัติ และภาพเรื่องราวในวรรณคดีอันวิจิตรงดงามที่ปรากฏอยู่ในสถานที่สำคัญของประเทศหลายแห่ง รวมทั้งที่ได้รับการตีพิมพ์ในสื่อต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งบัตรอวยพรปีใหม่ ที่ท่านได้อนุญาตมูลนิธิโรงพยาบาลเด็กจัดพิมพ์จำหน่ายเพื่อการกุศลมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และงานสำคัญชิ้นหนึ่งที่ อาจารย์จักรพันธุ์ ได้เริ่มไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ และยังคงทำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้ คืองานออกแบบและควบคุมการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถหลังใหม่ของวัดตรีทศเทพวรวิหาร โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธประวัติ ซึ่งเขียนเป็นงานจิตรกรรมไทยแบบประเพณีตามลีลาและเอกลักษณ์เฉพาะตัวของท่านเอง
นอกเหนือจากงานด้านจิตรกรรมแล้ว ท่านยังได้สร้างผลงานด้านอื่นๆ อันได้แก่การสร้างหุ่นกระบอก ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากการที่เคยได้ชมการแสดงหุ่นกระบอกเรื่องพระอภัยมณีของคณะนายเปียก ประเสริฐกุล ตั้งแต่วัยเด็ก โดยท่านได้ใช้
ความสามารถในทางจิตรกรรม ประติมากรรม และวิจิตรศิลป์ คิดประดิษฐ์หุ่นกระบอกอย่างครบวงจรขึ้น เริ่มตั้งแต่การสร้างหุ่น สร้างโรงหุ่น เขียนฉาก ตลอดจนเรียนรู้วิธีการเชิดหุ่นจากครูชื้น สกุลแก้ว และ ครูวงศ์ รวมสุข จนสามารถเชิดได้
อย่างถูกต้องงดงาม เรื่องแรกที่ท่านนำออกแสดง คือเรื่อง พระรถเสน เมื่อปี ๒๕๑๗ และเรื่องสามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ ในอีกหลายปีต่อมา นอกจากนั้น ท่านยังได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ซ่อมหุ่นหลวง และหุ่นกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญที่เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ซึ่งชำรุดทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา ให้กลับงดงามขึ้นมาใหม่อีกด้วย
งานศิลปะอีกด้านหนึ่งที่ อาจารย์จักรพันธุ์ มีความสามารถเป็นพิเศษ คืองานด้านประณีตศิลป์ต่างๆ โดยท่านได้นำพื้นฐานความชำนาญด้านจิตรกรรม และการออกแบบลวดลายชั้นครูของท่าน มาประยุกต์ใช้กับงานปักสะดึง กรึงไหม ที่ได้เรียนรู้มาจากครูเยื้อน ภาณุทัต ทำให้ได้งานที่งดงาม อ่อนช้อยอย่างวิเศษ ผลงานทางด้านนี้ได้แก่ย่ามปักไหม แล่งเงิน แล่งทองตาลปัตรปักไหม แล่งเงิน แล่งทอง ผ้าห่มละครตัวนาง เครื่องแต่งกายหุ่นกระบอก เครื่องแต่งกายหุ่นหลวง เครื่องแต่งกายหุ่นวังหน้า และม่านเข้า ออก ฉากแสดงหุ่นกระบอกเรื่องสามก๊กตอนโจโฉแตกทัพเรือ เป็นต้น
อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เป็นศิลปินที่ได้อุทิศตนทำงานเพื่ออนุรักษ์ และสืบสานมรดกทางภูมิปัญญาของไทยมาโดยตลอดจนมีความรู้อย่างลึกซึ้งแตกฉาน ทั้งยังได้เคยเป็นอาจารย์สอนวิชาวิจัยศิลปะไทยแก่นักศึกษาคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากรอยู่ระยะหนึ่ง นอกจากนั้นยังได้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ที่มาฝากตัวขอเป็นศิษย์จนสามารถสร้างผู้ที่มีความสามารถอย่างสูงในเชิงช่างไทยอีกหลายท่าน
ในด้านการจัดแสดงผลงานทางศิลปะนั้น อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เคยจัดแสดงผลงานทั้งที่เป็นการแสดงผลงานเดี่ยวและร่วมจัดแสดงผลงานเป็นกลุ่มกับศิลปินท่านอื่นๆ ดังนี้
- แสดงผลงานเดี่ยวทางด้านจิตรกรรม ที่สมาคมฝรั่งเศส เมื่อปี ๒๕๑๕
- แสดงผลงานเรื่อง หุ่นไทย เนื่องในงานความร่วมมือระหว่างประเทศไทย และองค์การยูเนสโก ที่โรงแรมเซ็นทรัลพลาซ่า เมื่อปี ๒๕๒๙
- แสดงผลงานเรื่อง จักรพันธุ์ โปษยกฤต กับงานหุ่น ที่อาคารเมืองไทยประกันชีวิต เมื่อปี ๒๕๓๓
- แสดงผลงานกลุ่ม เรื่อง จิตรกรรมไทยประเพณี ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๓ รอบ เมื่อปี ๒๕๓๔
นอกจากการจัดแสดงผลงานทางศิลปะดังที่ได้กล่าวมาแล้ว อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ยังได้เคยส่งผลงานเข้าประกวด และได้รับรางวัลสำคัญต่างๆ มากมาย ได้แก่
- ภาพ ชีวิตชนบท ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดผลงานจิตรกรรมในระดับเตรียมอุดมศึกษา ที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี ๒๕๐๒
- ภาพ วิสุตา ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง จากการแสดงงานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๖ เมื่อปี ๒๕๐๘
- ภาพ องค์ประกอบ ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวด ผลงานนักศึกษาชั้นปีที่ ๔ ในการแสดงผลงานนักศึกษา คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อปี ๒๕๐๘
- ภาพ สุวรรณี ๑ ได้รับรางวัลเกียรตินิยมอันดับ ๒ เหรียญเงิน จากการแสดงงานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๗ เมื่อปี ๒๕๐๙
- ภาพ กลุ่ม ได้รับรางวัลเกียรตินิยมอันดับ ๒ เหรียญเงิน จากการแสดงงานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๙เมื่อปี ๒๕๑๒
- ภาพ ดวงตา ได้รับรางวัลเกียรตินิยมอันดับ ๒ เหรียญเงิน จากการแสดงงานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๒๐เมื่อปี ๒๕๑๔
- ภาพ หลง ได้รับรางวัลเกียรตินิยมอันดับ ๒ เหรียญเงิน จากการแสดงงานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๒๑ เมื่อปี ๒๕๑๕
- ภาพ คนนั่ง ได้รับรางวัลเกียรตินิยมอันดับ ๒ เหรียญเงิน จากการแสดงงานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๒๒เมื่อปี ๒๕๑๖
- ภาพ พระลอตามไก่ ภาพ รจนาเสี่ยงพวงมาลัย และภาพ พระอภัยมณีพบนางละเวงได้รับรางวัลชนะเลิศภาพจิตรกรรมไทยประเพณี จากการประกวดภาพจากวรรณคดีไทย เพื่อจัดทำเป็นแสตมป์ของกรมไปรษณีย์โทรเลข เมื่อปี ๒๕๑๖
นอกจากอัจฉริยภาพในการสร้างสรรค์ผลงานอันสูงค่าจนเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปแล้ว อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ยังได้พิสูจน์ให้สาธารณชนโดยทั่วไปประจักษ์ว่า ท่านเป็นผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมโดยส่วนรวมตลอดมา ทั้งยังได้ช่วยเหลืองานการกุศลต่างๆ อย่างสม่ำเสมอส่งผลให้ท่านได้รับเกียรติคุณต่างๆ มากมาย ที่สำคัญได้แก่
- ได้รับการยกย่องให้เป็นนายช่างเอกในรอบ ๒๐๐ ปี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ ครบ ๒๐๐ ปี เมื่อปี ๒๕๒๕ นับเป็นหนึ่งในจำนวนช่างเอก ๕๒ คน ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน
- ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากสถาบันการศึกษาต่างๆ หลายแห่ง
- ได้รับเกียรติบัตรในฐานะเป็นผู้ให้การสนับสนุนกิจกรรมและการดำเนินงานของกรมศิลปากร ด้านอนุรักษ์ สืบทอด และพัฒนามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติในโอกาสคล้ายวันสถาปนากรมศิลปากรครบรอบ ๘๘ ปี จากกรมศิลปากรเมื่อปี ๒๕๔๒ฯลฯ
จากประวัติชีวิตและผลงานดังกล่าว ท่านจึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม)ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๓
ขอขอบคุณ
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เอื้อเฟื้อข้อมูล บริษัทโกดัก (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนผลิตภัณฑ์ถ่ายภาพ คุณบันลือ อุตสาหจิต แห่งบริษัทศรีสยามพริ้นท์แอนด์แพคก์ จำกัด อุปถัมภ์โครงการ
งาน 60 ปี คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ผู้คนมากมายที่กำลังนั่งและยืนเรียงรายอย่างหนาแน่น บริเวณหน้าหอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ เลยเรื่อยไปยังบริเวณสวนแก้วด้านใน ในช่วงเย็นวันหนึ่งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คือผู้ที่รอคอยชม นิทรรศการศิลปกรรมเชิดชูเกียรติ จักรพันธุ์ โปษยกฤต เนื่องในวาระอันงดงามฉลองครบรอบ 60 ปี คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
เป็นครั้งแรกที่คณะจิตรกรรมจัดงานเชิดชูเกียรติให้รุ่นพี่อย่างเป็นทางการ ส่วนปีต่อไปนั้นจะเป็นการจัดงานให้แก่รุ่นพี่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังชื่อ ถวัลย์ ดัชนี
หลังจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ซึ่งเสด็จมาเป็นองค์ประธาน เสด็จกลับ ฝูงชนที่มีทั้งบุคคลต่างๆ ที่สนใจติดตามงานของจักรพันธุ์ โปษยกฤต และบรรดานักศึกษาที่เฝ้ารออยู่นานหลายชั่วโมงนั้นก็ทะลักเข้าไปในหอศิลป์ ซึ่งมีพื้นที่ไม่กว้างนักทันที จนเจ้าหน้าที่ต้องรีบปิดประตูเพื่อกันคนส่วนหนึ่งไว้ด้านนอกและให้รอกันต่อไป
อาจจะเป็นเพราะไม่บ่อยนักที่ศิลปินท่านนี้จะจัดนิทรรศการแสดงผลงานให้ได้ชื่นชมกันและโอกาสนี้ก็ "พิเศษ" จริงๆเพราะผลงานที่นำมาแสดงในครั้งนี้ครบถ้วนสมบูรณ์แบบอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ทั้งหมดมีจำนวน 211 ชิ้น มีทั้งผลงานทางด้านจิตรกรรมที่สร้างสรรค์ด้วยดินสอสีบนกระดาษ สีน้ำ สีน้ำมัน ภาพเขียนจิตรกรรมไทยประเพณี สีฝุ่น ปิดทองคำเปลว ภาพจากวรรณคดีและศาสนา ทั้งในแบบเหมือนจริงและแบบจิตรกรรมไทยประเพณี และงานด้านวิจิตรศิลป์เกี่ยวกับศิลปะไทยหลายแขนง
เป็นครั้งแรกในการจัดงานนิทรรศการของมหาวิทยาลัยศิลปากรด้วยเช่นกัน ที่มีการทำการประกันภัยป้องกันรูปวาดสูญหายเป็นมูลค่าสูงถึง 90 ล้านบาท
งานของจักรพันธุ์ชิ้นใหญ่ๆ โดยปกติแล้วไม่ได้หาดูกันง่ายๆ เพราะนอกจากไม่มีแกลลอรี่แสดงผลงานของตนเองแล้ว ส่วนใหญ่จะรับวาดภาพเหมือนให้บุคคลในครอบครัวชนชั้นสูง ซึ่งทำให้ชิ้นงานเหล่านั้นถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีและไม่ตกมาอยู่ในงานประมูลต่างๆ
นอกจากผลงานภาพเขียนที่นำมาแสดงแล้ว ในวันนั้น จักรพันธุ์ได้มีการเชิดหุ่นเบิกโรง ลิลิตตะเลงพ่าย ตอนพระนางสุพรรณกัลยาไปพม่า ให้ชมด้วย แม้เป็นการเชิดสั้นๆ เพียง 12 นาที แต่ความสวยงามของหุ่นพระนางสุพรรณกัลยา และหุ่นตัวพระตัวนางอีก 10 ตัว ลีลาอันอ่อนช้อยของคนเชิด เสียงปี่พาทย์ และดนตรีไทยที่สอดรับ กันอย่างกลมกลืนกับเสียงร้องอันไพเราะ ทำให้หลายคนที่อาจจะไม่คุ้นเคยกับเพลงไทยนัก ต้องยอมรับว่าเพลงอะไร ไพเราะเหลือเกิน
นอกจากเป็นศิลปินวาดภาพเหมือนและจิตรกรรมภาพเขียนประเพณีไทยแล้ว เขายังเป็นนายโรงละครหุ่นที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง มีความสามารถอย่างมากในเรื่องออกแบบเครื่องแต่งตัวละคร ทำหุ่น ออกแบบหุ่น รวมทั้งเชิดหุ่นเองด้วย ปัจจุบันจักรพันธุ์และคณะศิษย์กำลังจัดทำหุ่นเพื่อเตรียมการแสดงอีกครั้งในเรื่องลิลิตตะเลงพ่าย ซึ่งคาดว่าจะสมบูรณ์แบบ ในอีกประมาณ 3-5 ปีข้างหน้า สาเหตุที่ต้องใช้เวลานานขนาดนั้นเป็นเพราะว่า ปัจจุบันมีงานสำคัญอยู่ชิ้นหนึ่งที่กำลังเร่งทำอยู่คือ การเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถใหม่วัดตรีทศเทพวรวิหาร ซึ่งเริ่มเขียนมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 แต่ยังไม่แล้วเสร็จ
นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2532 ที่หุ่นกระบอกของจักรพันธุ์ โปษยกฤต และคณะออกแสดงเรื่อง สามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ จนกระทั่งเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นับเป็นเวลานานถึง 14 ปีทีเดียวที่จักรพันธุ์ไม่ได้นำหุ่นกระบอกมาแสดงที่ใดอีกเลย
คืนนั้นนอกจากอิ่มตากับการได้ดูผลงานและการเชิดหุ่นแล้ว ยังได้ฟังเพลงปี่พาทย์ที่มาจากวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งบรรเลงไปพร้อมกับการฉายภาพสไลด์ผลงานจากเรื่องดังกล่าว และจากภาพเรื่องอิเหนาและกากีให้ชมกันด้วย ภาพเขียนที่ฉายชัดให้เห็นความสวยงามในหน้าตา และเรือนร่างของนางวันทองกับความล่ำสันบึกบึนของขุนแผน ในระหว่างที่ทั้งคู่มีอารมณ์สิเน่หาต่อกันนั้น สะกดนิ่งให้คนดูเคลิบเคลิ้มไปราวกับว่าทั้งคู่มีชีวิตจริงอยู่ตรงหน้าทีเดียว
จากเย็นถึงค่ำล่วงเลยไปจนดึก ผู้คนก็ยังคงเดินชมผลงาน และนั่งฟังเพลงกันอย่างไม่ยอมเลิกรา ทำให้จักรพันธุ์ที่เหน็ดเหนื่อยจากการเตรียมงานมาหลายวัน นั่งยิ้มอย่างปลาบปลื้ม และมีแรง ลุกขึ้นเชิดหุ่นให้ชมในค่ำคืนนั้นถึง 3 รอบด้วยกันส่วนในวันอาทิตย์ถัดมาที่มีกำหนดการเชิดหุ่นไว้ 4 รอบนั้น ต้องแสดงเพิ่มเป็น 6 รอบ และยังมีคนอีกมากที่มาชมผลงานตลอดทั้งวัน
จักรพันธุ์ โปษยกฤต เป็นช่างเขียนภาพที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของเมืองไทย เป็นบุตรคนที่ 2 ของนายชุบ และนางสว่างจันทร์ โปษยกฤต เกิดที่กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ.2486 ซึ่งเป็นปีเดียวกับการสถาปนามหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งหมายถึงว่าเขาอายุครบ 60 ปี ในปีนี้เช่นกัน
เริ่มเรียนหนังสือชั้นประถมถึงมัธยมศึกษาจากโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะจิตรกรรมและประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้รับปริญญาศิลปบัณฑิต สาขาจิตรกรรม ในปี 2511 และเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ ประจำปี 2543
เป็นคนที่ชอบเขียนรูปมาตั้งแต่เด็กโดยได้รับแรงกระตุ้นให้มีอารมณ์ศิลปินเพิ่มขึ้นจากผู้เป็นแม่ ซึ่งเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนมาแตร์เดอี อีกคนหนึ่งที่ชอบเล่นเปียโน ชอบดูละคร และชอบงานศิลปะอย่างมาก ดังนั้นเธอจึงเข้าใจ และไม่เคยดุว่าเลยเมื่อเห็นเด็กชายจักรพันธุ์ ลูกชายของเธอชอบนั่งวาดรูปครั้งละนานๆ ตั้งแต่เล็กๆ
ปัจจุบันนอกจากผลงานที่รวบรวมไว้ที่บ้าน ได้มีการคัดเลือกผลงานบางชิ้นก๊อบปี้เพื่อนำมาจัดแสดงไว้ที่โรงเรียนวชิราวุธฯทั้งที่หอประวัติ และที่ห้องแสดงศิลปะ ตึกเวสสุกรรมสถิต ซึ่งทางโรงเรียนจัดไว้ให้โดยเฉพาะ 1 ห้อง
ช่วงระยะเวลา 8 ปีในโรงเรียนประจำที่วชิราวุธฯ ทำให้จักรพันธุ์ได้รับโอกาสในเรื่องงานวาดภาพมากขึ้นจากบรรดาอาจารย์ที่สอน และท่านผู้บังคับการในสมัยนั้นคือ พระยาภะรตราชา โดยสนับสนุนให้ส่งภาพไปประกวดตามงานต่างๆ และได้เลือกภาพของเขาถวายเจ้านายต่างๆ ที่เสด็จมางานโรงเรียน
และโรงเรียนแห่งนี้เป็นรากฐานสำคัญทำให้เขาได้มีเพื่อนและรู้จักผู้คนในสังคมชั้นสูง ผู้คนในแวดวงข้าราชการ ในแวดวงธุรกิจ และกลายเป็นคอนเนกชั่นของเขาในการสร้างลูกค้า "เฉพาะกลุ่ม" ที่มีฐานะและมีตำแหน่ง ในสังคมในเวลาต่อมา ผลงานของจักรพันธุ์จึงทำให้คนธรรมดาไม่สามารถหาซื้อหรือ "เข้าถึง" ตัวเขา เพื่อว่าจ้างกันได้ง่ายๆ เลย |